เทศน์พระ

ธรรมตีแตก

๒๑ ส.ค. ๒๕๕๖

 

ธรรมตีแตก
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

เทศน์พระ วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๖
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจเนาะ ฟังธรรมฟังเพื่อให้มันสะเทือนใจ ถ้าฟังธรรม จิตใจคนดีๆ เวลาฟังธรรมะเข้าสู่หัวใจขนลุกเลยนะ ถ้าขนลุกมันสะเทือนกิเลสไง ถ้ากิเลสมันนอนอยู่ในใจ ไม่มีใครไปดูหน้ามันก็นอนหลับสบายของมัน แต่ถ้ามีธรรมะไปสะเทือนนะ สะเทือน เห็นไหม เพราะปกติเราจะประพฤติปฏิบัติ ถ้าเราจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเราจะทำความสงบของใจ ใจสงบแล้วเราจะไปรื้อค้นไง

เห็นไหม เห็นหน้ากิเลสๆ เห็นหน้ากิเลสคือจิตสงบแล้วเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิตตามความเป็นจริง แต่ถ้ามันฟังธรรมๆ ฟังธรรมนี่กิเลสมันนอนหลับอยู่ เวลานอนหลับอยู่เพราะว่านอนหลับอยู่เราก็ว่าสรรพสิ่งเป็นเรา เราคิดสิ่งใดถูกต้องดีงามไปหมด แต่เราฟังธรรมขึ้นมา ธรรมะ สัจธรรม มันไม่ใช่เราคิด มันไม่ใช่ของเราคิด ถ้าเราคิด เราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรามีกิเลสใช่ไหม เราก็เข้าข้างตัวเองว่าเรารู้ เราเข้าใจ เป็นตามสัจธรรมหมด แต่ธรรมของครูบาอาจารย์เข้ามามันเผลอ พอเผลอขึ้นมา นี่เสียงของธรรมมันสะเทือนหัวใจเรา ขนลุกเลย คำว่าขนลุกนี่มันสะเทือนตัวมัน คนอย่างนั้นล่ะมีวาสนา

แต่คนที่มีวาสนานะ มันเบื่อ มันรำคาญ ฟังแล้วฟังเล่า ฟังแล้วฟังเล่า ฟังแล้วมันเป็นประโยชน์สิ่งใด ถ้าฟังไม่มีประโยชน์สิ่งใด เห็นไหม ดูสิ การฟัง สิ่งที่ได้ยินได้ฟังมันตอกย้ำอยู่แล้วล่ะ ธรรมะนี่ธรรมะเก่าแก่ มีสองพันกว่าปีมาแล้วนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมา แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์นี้เป็นองค์ที่ ๔ แล้วที่ก่อนหน้านั้นล่ะ มันคืออะไร นี่สัจธรรมๆ สัจธรรมในใจของครูบาอาจารย์เราท่านเป็นธรรมจริง ความจริงขึ้นมานี่มันสะเทือนกิเลส กิเลสในหัวใจของท่าน ท่านรักษาของท่าน ท่านทำของท่านเป็นความจริงของท่าน

แต่ของเราล่ะ มันจะฟังธรรมทำไม มันเบื่อมันหน่ายไปหมด การเบื่อหน่าย เห็นไหม นั่นล่ะกิเลสมันขี่หัว นี่เราฟังธรรมๆ เพื่อเหตุนี้ เวลาฟังเทศน์ฆราวาส ฆราวาสเขาต้องแปลความหมาย นี่สมมุติบัญญัติ สมมุติคือสมมุติของเขา เวลาบัญญัติๆ ของเรา พระนี่คือบัญญัติ บัญญัติคือธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราศึกษา บาลีนี่คือบัญญัติ สมมุติบัญญัติๆเราเข้าใจบัญญัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ฉะนั้น มันสื่อความหมายโดยตรงไง ถ้าโดยตรงมันเข้มข้นกว่า แต่ถ้าเป็นฆราวาสมันเป็นสมมุติ บัญญัตินี้เป็นบัญญัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องสมมุติให้เขาเข้าใจนะ ถ้าสมมุติให้เขาไม่เข้าใจนี่ นั่นคืออะไร นั่นคืออะไร สิ่งที่บาลีนั่นคืออะไร คืออะไรมันก็เป็นบัญญัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติถึงกิเลสในหัวใจเราไง ถ้าบัญญัติในหัวใจของเรา เห็นไหม มันคือกิเลส กิเลสมันไม่ชอบ

แต่ถ้าเป็นความพอใจของมันนะ มันเอาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาล้อเล่น มาลูบมาคลำไง เอาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าสิ่งนี้เป็นธรรมๆ เห็นไหม เป็นบัญญัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อให้เราศึกษา ให้เราศึกษาให้เป็นอะไร ให้เป็นปัจจัตตัง ให้เป็นสันทิฏฐิโก ให้เป็นความรู้จริงขึ้นมาในหัวใจของเรา แต่มันเอามาล้อเล่นไง เอามาล้อเล่นว่ามันรู้มันเข้าใจๆ นี่มันล้อเล่นนะ ถ้ามันล้อเล่น เห็นไหม นี่กิเลสมันขี่หัว ถ้ากิเลส ต้องทำไง

เวลาฝีแตก เห็นไหม เวลาเราเจ็บปวด เวลาเราบ่งฝี ถ้าฝีแตกความปวดมันเบาบางลงเลย นี่ก็เหมือนกัน เอาธรรมะตีมัน ตีให้แตก ถ้าตีให้แตก เห็นไหม ความฟุ้งซ่าน ความยึดมั่นถือมั่นของมัน ความฟุ้งซ่านเราว่าความฟุ้งซ่านเป็นของไม่ดี แล้วความฟุ้งซ่านมันเกิดมาจากไหน ความฟุ้งซ่านมันเกิดจากจิต ถ้าไม่มีจิตความฟุ้งซ่านมันมีไหม ก่อนหน้านั้นมันมีความฟุ้งซ่านไหม แร่ธาตุต่างๆ มันมีความฟุ้งซ่านไหม มันไม่มีความฟุ้งซ่านของมันเลย

แต่ธาตุรู้ของเรา ธาตุรู้ปฏิสนธิจิตมันเกิดมาเป็นเรา มันเกิดในวัฏฏะ เวลาเกิดมาเป็นเรา ถ้าเกิดมาเป็นเรา เกิดมาเป็นมนุษย์ มนุษย์ที่มีศักยภาพ มนุษย์ที่มีความทุกข์ความยาก กิเลสมันครอบหัวอยู่อย่างนั้น มันอยู่ไปตามประสามัน ถ้ากิเลสมันครอบงำมันเป็นอย่างนั้น พอกิเลสมันครอบงำเวลาทุกข์ก็ทุกข์จนเจียนตายนะ เวลาสุขก็สุขจนเพลิดเพลินไปนะ ก็อยู่แค่นั้นเอง เวลากิเลสมันครอบงำๆ อย่างนั้น มันครอบงำไม่ให้เรามีสัจจะมีความจริง คือไม่มีการศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพิ่มเข้ามาสู่ตัวมัน มันก็สบายใจของมัน เห็นไหม นี่กิเลสมันครอบงำ

ถ้ามันเป็นธรรมล่ะ เราศึกษาธรรมเข้าใจธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหมด แล้วก็เอาธรรมะมาล้อเล่นกัน นี่สิ่งนั้นเข้าใจแล้ว สิ่งนั้นมีแล้ว ธรรมะเป็นความว่างแล้วก็เข้าใจหมดแล้ว นี่เอาธรรมะมาล้อเล่น แต่ถ้าเราไม่ล้อเล่นล่ะ เราเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส เราเคารพบูชาของเรา แก้วสารพัดนึก เห็นไหม สัจธรรมนี้เป็นความจริง เราพยายามให้มันเกิดขึ้น สัจจะความจริง เป็นความจริงขึ้นมาในใจของเรา

ถ้ามันจะเป็นความจริงขึ้นมาในใจของเรา เราต้องพยายามของเรา เพราะพยายามของเรา ดูสิ ที่เรามาบวชมาเรียนกันก็เพราะอะไรล่ะ? เราเห็นภัยในวัฏสงสารไง ชีวิตมันเป็นแบบนี้ ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้ นี่ผลของวัฏฏะ เพราะคนเราเกิดมาก็ทำดีทำชั่วมาทุกคน ถ้าทำชั่วขึ้นมา ทำคุณงามความดีขึ้นมา เวลาวาระที่มันเกิดเป็นมนุษย์ ถ้าวาระที่มันเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เกิดในนรกอเวจี นั่นก็จิตเหมือนกันนะ นั่นก็มีของเขานะ

เขาบอกว่าไม่มีนรกสวรรค์ สรรพสิ่งไม่มี ชีวิตนี้เกิดมาตาย ตายแล้วก็สูญ นั่นมันเรื่องความคิดของเขา เห็นไหม นี่กิเลสมันครอบงำ เวลากิเลสมันครอบงำนี่ไม่มีสิ่งใดที่จะมีทางออกได้เลย แต่ถ้าเราเชื่อของเรา เรายังไม่รู้ไม่เห็นของเรา ถ้าใครประพฤติปฏิบัติ ถ้ารู้เห็นขึ้นมามันก็เป็นความรู้ความเห็นโดยฌานโลกีย์ ด้วยความเห็นของเขา แต่ถ้าเวลาผู้ที่ปฏิบัตินี่เขาไม่รู้เห็นอย่างนั้น เขารู้เห็นสิ่งที่เกิดที่ตายไง ที่ไปไง มันเหตุไง

ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ถ้าเราดับเหตุนั้น เราทำลายเหตุนั้น เหตุนี้มันทำให้ขับเคลื่อนไป ถ้าเราไม่จุดไฟ ไฟมันก็ไม่มี ไฟมันมีไหม เราก็รู้ว่าไฟมันมี ถ้าเราจุดมันก็มี นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเราดับที่เหตุนั้น ดับที่การเกิดและการตาย เห็นไหม การเกิดและการดับ นี่สิ่งต่างๆ ที่เกิดมา แล้วถ้าเวลาที่มันจบ ภวาสวะภพมันไม่มีที่เกิดไม่มีที่ตาย ความจริงมันเกิดขึ้นที่นั่น ถ้าเรารู้จริงก็รู้จริงแบบนี้ ถ้าเรารู้จริงแบบนี้ขึ้นมา ไม่ใช่รู้แบบฌานโลกีย์ ฌานโลกีย์คือว่าผู้ระลึกชาติได้ ผู้รู้วาระจิตได้ต่างๆ มันเป็นฌานโลกีย์

แต่เป็นอริยสัจ อริยสัจมันเกิดปัญญาขึ้นมา มันย้อนกลับมาเข้าทำลายสักกายทิฏฐิ ความเห็นผิดให้เป็นความเห็นชอบ ถ้าทำลายอุปาทาน ทำลายกามราคะ ทำลายภวาสวะ ทำลายภพ ทำลายภพที่เกิดที่ตายของมันทั้งหมด แล้วถ้ามันเกิดที่ตายไปแล้ว เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมาแล้วยังมีชีวิตอยู่นั้นอะไรมันเกิด อะไรตายล่ะ กิเลสมันตายไปแล้วชีวิตมันยังอยู่ เห็นไหม นี่ชีวิตยังอยู่ สอุปาทิเสสนิพพาน

ในเมื่อยังมีชีวิตอยู่ นั่นล่ะเวลาธรรมสิ้นสุดแล้ว นั่นไงเหตุเกิดเหตุตายมันรู้ที่นั่นไง มันไม่ใช่ว่าไปเห็นนรกสวรรค์ นรกสวรรค์มันมีของมันอยู่แล้วล่ะ ถ้ามันมีอยู่แล้วเพราะอะไร เพราะมันเป็นสถานที่จิตนี้ต้องเวียนตายเวียนเกิดไง แต่ถ้าย้อนกลับมาที่จิตแล้วทำลายภวาสวะ ทำลายภพแล้วมันไปเกิดที่ไหนล่ะ มันไม่มีอัตตาไม่มีตัวตนที่จะไปจะเกิดอีก

ฉะนั้น เวลาเกิด นี่ไง ถ้าธรรมมันตีแตกนะ ธรรมมันตีแตก ตีกิเลสแตกตั้งแต่ถึงที่สุด อวิชชานี่ทำลายออกไปจากใจ แต่ถ้ามันเป็นกิเลสของเราล่ะ มันก็เกิดดับเหมือนกัน แต่มันเกิดดับขึ้นมาน่ะเอามาล้อเล่นกันไง พอมันเกิดดับ เอ่อ มันก็เกิดมันก็ดับ มันก็รู้ของมันไปไง นี่พวกหมาบ้า หมาบ้านี่มันกัดเขาไปทั่วล่ะ พิษหมาบ้า ไม่มีใครอยากเข้าใกล้

นี่ก็เหมือนกัน พอกิเลสมันบ้า พอมันบ้าขึ้นมามันก็เอาธรรมะมาล้อเล่น พอล้อเล่นขึ้นมามันก็ทำประสาของมันไป พอทำประสาของมันไปมันได้อะไรขึ้นมาล่ะ ก็ได้ความเคลิบเคลิ้มไง ได้อวิชชามันวางยาสลบอีกทีหนึ่งไง นี่มันสองชั้นสามชั้นให้มันอยู่ในอำนาจของมันไง แต่ถ้าเวลาศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาศึกษาขึ้นมาแล้วนี่เป็นสัญญา สิ่งนี้เป็นแบบแปลนแผนผัง เป็นเครื่องดำเนิน เราต้องมาก่อร่างสร้างตัวของเราขึ้นมา

ถ้าเราก่อร่างขึ้นมา มันก็สร้างขึ้นมาเป็นความจริง เราจะไปพึ่งพาอาศัยใครล่ะ บ้านใครใครมันก็ต้องสร้างใช่ไหม ดูสิ เราเกิดมา จิตอยู่ในร่างกายของเรา ได้ภวาสวะ ได้ภพมา ได้ธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ มา สิ่งนี้มันเป็นสถานะของมนุษย์ ใครสร้างมา นี่วัฏฏะ ผลของวัฏฏะ ธรรมชาติมันสร้างของมันมา เพราะเวรกรรมมันสร้างมาถึงได้มาเกิดเป็นมนุษย์ไง แต่ถ้าธรรมะมันจะตีกิเลสออกไป ทำให้มันปลอดโปร่งขึ้นมา มันอะไรสร้างมา

ถ้ามันสร้างมา เห็นไหม สติอยู่ที่ไหน สมาธิอยู่ที่ไหน ปัญญาอยู่ที่ไหน ถ้าธรรมะมันตีให้แตกนะ นี่ฝีแตก สิ่งที่มันหมักหมมในใจทำลายมันออกไปให้หมด ถ้ามันทำให้หมด สิ่งที่จะเอาไปทำลายมัน นี่ธรรมจักรๆ ดูสิ มรรคญาณ สิ่งที่จะเกิดขึ้นมา นี่ทางอันเอก มรรคโค ทางอันเอก จิตต้องก้าวเดินตามนี้ ถ้าจิตก้าวเดินตามนี้ แบบแปลนแผนผังก็ชี้เข้ามา แล้วแบบแปลนชี้เข้ามา เราก็มาเป็นสัญญากัน สร้างสัญญาอารมณ์กัน แล้วก็ว่าสิ่งนี้เป็นธรรมๆ นี่กิเลสมันตีธรรมะแตกหมดเลย จะเป็นจริงขึ้นมาไม่เป็นจริงขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง แต่เวลาจะทำขึ้นมาก็ล้มลุกคลุกคลาน ทำสิ่งใดก็ไม่ได้เลย นี่บารมีธรรม คนที่ไม่มีอำนาจวาสนาบารมีทำสิ่งใดก็ไม่ได้ แม้แต่นั่งเฉยๆ มันก็เหงานะ

ดูสิ ดูเวลาเด็กมันใจแตก มันอยู่ของมันไม่ได้หรอก มันต้องไปคลุกคลีอยู่กับเพื่อนมัน ชักนำกันไป ถ้ามันเสียหายขนาดไหน มันก็ชักนำกันไป เพราะมันอยู่ด้วยตัวมันเองไม่ได้ เด็กบางคนมันไม่ไปหรอก เด็กบางคนเขาอยู่กับพ่อกับแม่เขา ทำงานบ้านของเขา เขามีหน้าที่สิ่งใดเขาทำของเขา นี่เด็กที่มันมีอำนาจวาสนาของมัน มันก็อยู่ของมันได้ รู้ว่าเพื่อนฝูงพากันไปก็พากันไปให้มันเสียเวลาเปล่า นี่มันคิดของมันได้ไง

นี่ก็เหมือนกัน ถ้าจิตใจของเรามีอำนาจวาสนาขึ้นมา เราตั้งใจมา เราจะบวชจะเรียนของเรา ถ้าเรียนของเรา เราต้องมีสติ สติธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรม ถ้าสติธรรมนะ หน้าที่การงานของเรา พระเรานี่ เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านวางข้อวัตรปฏิบัติไว้ ท่านให้มีข้อวัตรปฏิบัติให้มันเป็นเครื่องดำเนิน จิตใจมันอยู่กับข้อวัตรอยู่กับการปฏิบัติ ดูแลใจของเราเข้ามา มันสงบสงัดจากโลกเข้ามานะ

โลกเขาอยู่กันประสาโลก เขาพึ่งพาอาศัยกัน เราเป็นนักบวช เราบวชมาเป็นพระแล้ว เราเป็นพระปฏิบัติขึ้นมานี่เราก็อยู่กับโลกเหมือนกันนี่แหละ เราก็อาศัยเขา อาศัยบิณฑบาต อาศัยสังคมนี่อาศัยอยู่ อยู่เพื่อดำรงชีวิต เราอาศัยแล้วจิตใจเราอยู่กับข้อวัตรของเรา มันจะหดสั้นเข้ามา หดสั้นจากโลกเข้ามา ไม่เกาะเกี่ยวเขา เราอยู่กับข้อวัตรปฏิบัติของเรา รักษาใจของเรา เราอยู่ในวัดให้ใจอยู่กับวัด ข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันมีข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมามันหดสั้นจากโลกเข้ามาแล้ว ถ้าหดสั้นเข้ามาเข้ามาอยู่ในสังฆะ เข้ามาอยู่ในสัจธรรม สัจธรรมนะ ถ้าเรามีสติดีขึ้น เห็นไหม อยู่ในวัดแล้วจิตใจมันก็ฟุ้งซ่าน อยู่ในวัดแล้วมันยังคิดร้อยแปดพันเก้าไป เราก็ตั้งสติของเราไว้ สิ่งที่มันตั้งสติ เห็นไหม ถ้าเราไม่คิดไม่ฟุ้งซ่านออกไป เห็นไหม เราสงบสงัด

แต่ถ้าเราฟุ้งซ่านออกไป เราก็อยู่วัดนี่แหละ ตัวเราก็อยู่นี้แหละ แต่จิตใจเราทำไมคิดออกไปร้อยแปดพันเก้าเลย สิ่งที่เป็นคุณธรรมๆ คือความรู้สึกอันนี้ไง ความรู้สึกคือใจมันได้สัมผัสธรรมไง เวลามันทุกข์ยากนี่มันทุกข์ยากมาก คนมีสติสัมปชัญญะ เห็นไหม เราเห็นภัยในวัฏสงสาร เราถึงมาบวช บวชมาทำไม บวชมาเพื่อเป็นทางอันกว้างขวางไง ๒๔ ชั่วโมง

เรามีข้อวัตร ทำข้อวัตรเพราะอะไร คนเกิดมามีกายกับใจ ในเมื่อร่างกายมันก็ต้องอาศัยปัจจัยเครื่องอาศัย นี่ปัจจัยเครื่องอาศัย เราเป็นสงฆ์ เป็นหมู่สงฆ์ด้วยกันขึ้นมา เราก็มีข้อวัตรปฏิบัติของเราขึ้นมา เราทำข้อวัตรปฏิบัติไว้เป็นสาธารณะ เป็นวินัยกรรม เป็นเรื่องของสงฆ์ เป็นเรื่องของธรรมวินัย ถ้าทำเสร็จแล้วเวลาปฏิบัติของตัวเราเอง เห็นไหม เราบวชขึ้นมาแล้วเป็นสมมุติสงฆ์ อุปัชฌาย์อาจารย์ยกเข้ามา ยกเข้าหมู่ๆ นี่ เวลาบวชนี่ยกเข้าหมู่มา ยกเข้าหมู่มาทำสังฆกรรมด้วยกันมันเป็นความสะอาดบริสุทธิ์ ถ้าเราอยู่อย่างนี้จิตใจมันก็อยู่ที่นี่ ถ้าเรามีสติปัญญาขึ้นมาเราจะทำใจเราให้เป็นสงฆ์แล้ว เราจะบวชหัวใจของเรา หัวใจเรามันจะบวชด้วยอะไรล่ะ บวชด้วยความเพียรชอบ

เวลาบวชพระขึ้นมา อุปัชฌาย์อาจารย์ยกเข้าหมู่นะด้วยสังฆกรรม แต่เวลาบวชตัวเราเอง บวชด้วยอริยสัจ ศีล สมาธิ ปัญญา จะเกิดขึ้นกับเรา ถ้าเกิดขึ้นกับเรา ธรรมมันจะเริ่มตีกิเลสไง ธรรมตีแตก ความฟุ้งซ่าน ความฉุดกระชากลากหัวใจนี้ไป เวลามันฉุดกระชากลากหัวใจนี้ไป ดูสิ จิตใจนี้คิดไปนอกโลก คิดไปนอกวัดนอกวา คิดไปทั่วโลกเลย ความคิดออกไปนี่ใครเป็นคนพาคิดไป กิเลสมันพาคิดไปทั้งนั้นล่ะ แล้วธรรมมันอยู่ไหน

เราจะคิดเรื่องธรรมๆ เรื่องธรรมก็ศีล สมาธิ ปัญญา ปัญญานี่ทางอันเอก มรรคโค ปัญญาเป็นเครื่องก้าวเดินของสติของปัญญา ปัญญาเป็นเครื่องก้าวเดินของสติปัญญา ปัญญาอะไร ปัญญาเครื่องก้าวเดิน เวลามันมีสติปัญญา มันตรึกในธรรมๆ นี่ มันตรึกในธรรมมันเห็นโทษไง มันเห็นแล้วมันปล่อยวางเข้ามา มันหดเข้ามา นี่ทวนกระแส เห็นไหม

ความคิดออกไป ส่งกระแสออกไป ความคิดนี่มันส่งออกๆ กระแสนี่มันส่งออกไปตลอด ส่งไปยึดมั่นถือมั่นทั้งหมดเลย แต่เวลาเกิดภาวนามยปัญญาขึ้นมา ปัญญาเวลามันคิดขึ้นมามันเห็นโทษ มันปล่อยวางๆ เข้ามา มันทวนกระแส มันย้อนกลับเข้ามาที่ใจ จากว่าเราอยู่ในวัด จิตใจของเราอยู่นอกวัด เราอยู่ในวัด จิตใจของเรามันดิ้นรนของมันไป เราก็อยู่ที่ข้อวัตรปฏิบัติของเรา มันวัดใจๆ จิตใจเราอยู่กับข้อวัตรปฏิบัติมันก็ร่มเย็นเข้ามา ร่มเย็นเพราะมันมีที่ยึดที่เกาะของมันขึ้นมา

เวลาเราพุทโธๆ ขึ้นมา เรามีปัญญาขึ้นมา สิ่งที่ทวนกระแสกลับมาๆ มันเป็นนามธรรมๆ สิ่งที่ว่าสิ่งนี้สัมผัสธรรมได้ๆ ธรรมมันจะตีกิเลสให้แตกนะ กิเลสมันเป็นอะไร กิเลสมันคือพญามาร พญามาร เห็นไหม ดูสิ เวลากิเลสที่มันละเอียดลึกซึ้ง เห็นไหม จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้หมองไปด้วยอุปกิเลส จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส ความผ่องใสนั้นล่ะตัวพญามาร ความผ่องใส ความว่างเปล่า ความเวิ้งว้าง นั่นล่ะเป็นปู่ของมัน ปู่ของมันๆ อ้อยสร้อยอย่างนั้นไง

เวลามันคิดแต่เรื่องความโลภ ความโกรธ ความหลง มันเกิดกามราคะ นั่นล่ะจอมทัพ จอมทัพให้ผลของวัฏฏะ วัฏฏะนั่นการเกิดและการตายไง เวลากามราคะมันเกิดการปฏิฆะ มันเกิดสร้างภพสร้างชาติ พอสร้างภพสร้างชาติขึ้นมาแล้วมันออกมา นี่มันเป็นอุปาทาน อุปาทานนี่สร้างภพสร้างชาติในทางนามธรรม ในวัฏฏะ เทวดา อินทร์ พรหมต่างๆ ถ้ามันออกมาเป็นรูปล่ะ ออกมา เห็นไหม เป็นสักกายทิฏฐิ มีกาย สักกายทิฏฐิมันก็ยึดของมัน ยึดกับโลก สิ่งที่มันยึดโลกนี่ความเป็นไปของจิต เวลาจิตมันยึดของมันมันก็มีผลกระทบของมัน นี่เวลามันส่งออกๆ มันเป็นแบบนั้น

ถ้าเรามีสติปัญญามันเข้าไปเห็นพญามาร เห็นกิเลสอันละเอียด นี่อย่างหยาบอย่างละเอียด กิเลสอย่างละเอียดก็สักกายทิฏฐิ กิเลสอย่างหยาบๆ แล้วอย่างอุปาทาน อุปาทานนี่ผลของวัฏฏะๆ นี่อุปาทาน อันนั้นยึดมั่นถือมั่นตามภพตามชาติไง แล้วกามราคะทำให้เกิดภพเกิดชาติ แล้วเกิดความผ่องใส ความนุ่มนวล กิเลสอย่างละเอียดลึกซึ้ง

ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้ามีสติปัญญา ธรรมมันจะตีแตกเข้าไปเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป มันรู้แจ้งของมัน ถ้ามันยังไม่รู้แจ้งเราก็ฝึกฝนของเรานี่ไง พยายามทำใจให้สงบเข้ามา ถ้าใจมีหลักมีเกณฑ์มันสงบระงับเข้ามา เรามีความพอใจของเรา มันมีความสุขนะ เวลาบอกว่าชีวิตนี้ทุกข์นัก เวลาเกิดความฟุ้งซ่านเกิดความจินตนาการมันจะทุกข์ของมันตลอดไป เห็นไหม นี่เราพยายามบังคับมัน

งานทางโลก เขาต้องทำงานกัน เขาอาบเหงื่อต่างน้ำ เขาก็ทุกข์ก็ยาก เขาหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของเขา เราก็ว่างานนั้นเป็นความทุกข์ความยาก เขายังอาบเหงื่อต่างน้ำกันขนาดนั้น เวลาเราจะประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมา เราจะเอาใจของเราไว้ เราก็ต้องมีสติมากกว่านั้น เราต้องทำมามากกว่านั้น เพราะผลประโยชน์ของเรา

เวลาครูบาอาจารย์ท่านประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เทวดา อินทร์ พรหม มาอนุโมทนา คำว่าเทวดา อินทร์ พรหม เขามองเราอยู่ นี่โลกของนามธรรม โลกของจิตวิญญาณเขารู้เขาเห็นของเขา ถ้าจิตมันสูงมันต่ำอย่างไร เขารู้เขาเห็นของเขา แต่ของเรา เรายังไม่รู้เห็นสิ่งใด เราก็พยายามตั้งสติของเรา ทำความเพียรของเรา ถ้าความเพียรของเรา ความเพียรความวิริยะอุตสาหะ เพราะอะไร

เพราะเห็นไหม ดูสิ เวลากิเลสอย่างหยาบๆ สักกายทิฏฐิ เวลาอย่างละเอียดลึกซึ้ง นี่ความผ่องใสๆ มันยังมีหยาบละเอียดขนาดนั้น เวลาเดินเข้าไป มรรคโค ทางอันเอก มันเป็นขั้นเป็นตอนเข้าไป มันจะเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป มันไปรู้ไปเห็นของมัน นั่นสัจธรรมจะเกิดขึ้น มีการกระทำมีปัญญาญาณขึ้นมาชำระล้าง

แต่ในปัจจุบันของเรา เราจะเริ่มต้น เราจะปฏิบัติของเรา เราพยายามทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจมันสงบ เวลามันเปรียบเทียบว่าทำไมมันทุกข์ยากขนาดนี้ เวลาบวชมาแล้ว เวลาอยู่ทางโลกเขาว่าทุกข์ว่ายากอยู่แล้ว บวชแล้วมันก็ต้องมีความสุขสิ ความสุขถ้าจิตมันเกาะธรรมอยู่ จิตมันมีวัตรปฏิบัติ มีข้อวัตรปฏิบัติ เห็นไหม จิตมันเกาะธรรมอยู่ มันอยู่ของมันได้

แต่อยู่ของมันได้แล้วนี่มันก็ยังมีกิเลสอยู่ใช่ไหม เราไว้ใจกิเลสในหัวใจเราได้ไหม นี่เราต้องมีคุณธรรม ธรรมมันจะตี ตีให้แตกกระจายออกไป ถ้าตีธรรมแตกกระจายออกไป กิเลสมันครอบครองใจนี้ไม่ได้ ถ้ากิเลสมันครอบครองใจไม่ได้ จิตมันก็สงบลงนะสิ ถ้าจิตมันสงบมันก็มีความสุข ความสุขที่เกิดขึ้นจากอะไร เกิดขึ้นจากการปล่อยวาง ปล่อยวางโดยมีสติสัมปชัญญะ ปล่อยวางโดยมีคำบริกรรม ปล่อยวางโดยมีผู้บริหารจัดการ ถ้ามันปล่อยวางอย่างนี้ นี่มีความชำนาญอย่างนี้ ถ้ามีสติปัญญามันตีแผ่ออกไปๆ กิเลสมันอยู่ไม่ได้ กิเลสมันกลัวธรรมๆ ธรรมะตีให้แตกกระจายออกไป

ถ้าธรรมะ ธรรมะมันอยู่ไหน ธรรมะไปหามาจากไหน ในตู้พระไตรปิฎกมันก็เป็นหนังสือ ครูบาอาจารย์ท่านก็ทำของท่านมา มันจะมาจากไหน มันก็มาจากสติชอบ สติชอบ นี่คำบริกรรมชอบ ปัญญาชอบ ความชอบธรรมนี่สิ่งนี้เป็นสัจธรรมๆ สติก็สติของเรา คำบริกรรมก็บริกรรมของเรา ถ้าคำบริกรรมของเรา เราก็บริกรรมแล้ว เราก็บริกรรมของเราอยู่ ถ้าบริกรรมอยู่ มันบริกรรมอยู่แล้วมันต้องมีปัญญาสิ มีปัญญานี่แยกแยะสิ ว่าเราบริกรรมแล้วจิตมันไม่ลง จิตมันไม่เป็นไป เราลุกเดินจงกรม หาทางออก อย่าเข้าไปร่องรอยเดิม ถ้าร่องรอยเดิมนี่ ดูสิ เขาดักสัตว์ เขามีเครื่องดักสัตว์ เขาไปดักไว้ สัตว์ชนิดใดก็แล้วแต่เขามีเครื่องดักมัน เวลามันเข้าไปในห่วงของกับดักนั้น มันก็เสร็จ

นี่ก็เหมือนกัน ถ้ากิเลสมันเข้าว่าเราอยากจะเร่งความเพียรต่างๆ มันกับดัก มันรู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว เพราะกิเลสกับเรามันอยู่ด้วยกัน กิเลสมันอยู่ใต้จิตสำนึก มันอยู่กับเรามาตลอด ธรรมะ เห็นไหม ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วหัวใจเท่านั้นสัมผัสธรรม เราก็พยายามทำหัวใจของเราให้เป็นธรรมขึ้นมาไง แต่ในหัวใจเรามันมีกิเลส ที่ว่ามีความอยากแล้วปฏิบัติไม่ได้ ถ้ามีความอยากแล้วปฏิบัติไป ก็ความอยากพ้นทุกข์ๆ ถ้ามันไม่อยากมันขยับได้อย่างไร มันอยากของมัน แต่อยากแล้ววางไว้ไง วางไว้เพราะนั่นน่ะกับดักของมัน

แล้วเราคำบริกรรมของเรา เราจะไม่บริกรรมเข้าไปสู่กับดักอันนั้น ถ้าเราไม่บริกรรมจิตมันก็ไม่รวมตัว ถ้ามันไม่บริกรรมนี่ เห็นไหม ว่าว่างๆๆๆๆ ว่างนี่ใครเป็นเจ้าของ ใครมีสติสัมปชัญญะ ใครบริหารจัดการ เพราะว่างแบบนั้นมันเป็นมิจฉา แต่ถ้ามีคำบริกรรม มันจะว่างขึ้นมาจากคำบริกรรมของเราไง พุทโธๆๆๆๆ ของเรา ย้ำคิดย้ำทำ ถ้ามันมีสิ่งใดถ้าสะเทือนหัวใจรุนแรงพุทโธไวๆ เลย พุทโธๆๆๆๆๆ ไปเลย เพราะอะไร เพราะเราจะหนีจากกับดักอันนั้น เราไม่ยอมเข้าไปสู่กับดักของกิเลสไง

แต่ถ้ามันสิ่งไหนกระทบกระเทือนหัวใจใช่ไหม ความคิดอารมณ์มันรุนแรงใช่ไหม ถ้าเราไม่พุทโธ มันก็ไปคิดอยู่เรื่องนั้น มันไปย้ำคิดย้ำทำแต่ความทุกข์ความยากอันนั้น มันไปย้ำคิดย้ำทำแต่ความไม่พอใจอันนั้น เราก็พุทโธแรงๆ พุทโธไวๆ เพื่อให้จิตมันไม่เข้าไปสู่กับดักอันนั้น ไม่ไปยอมจำนนอันนั้น พุทโธชัดๆ ไว้ ชัดๆ ไว้ ถ้าชัดมันเหนื่อยนะ เหนื่อยสิ เพราะอะไร

เพราะถ้ามันไหลไปกับกิเลส มันไม่ต้องทำอะไรเลย เห็นไหม กิเลสมันไหลลงต่ำ จิตใจถ้าไหลไปสู่กิเลสมันก็เป็นอย่างนั้น นี่กิเลสมันครอบงำอยู่ นี่ธรรมตีให้แตก น้ำเขากั้นเขื่อน เขาเบี่ยงเบนสายน้ำไม่ให้ไปตามกระแสของกิเลส เราก็ต้องมีสติของเรา พุทโธชัดๆ พุทโธไวๆ ถ้าอารมณ์มันรุนแรง ถ้ามีสติปัญญา ถึงที่สุดมันทำได้นะ มันจะถอนหายใจเลย ฮ่า เอาอยู่ เอาอยู่ เห็นไหม

ถ้ามันเอาอยู่ได้ มันมีที่เกาะ นี่เราเป็นคนทำเอง ถึงมันจะไม่สงบนะ ถึงมันจะไม่สงบลึกขนาดไหน แต่มันก็ไม่ไหลตามไปกับอวิชชา มันไม่ไหลตามไปกับกิเลส มันไม่ไหลตามไปกับความไม่พอใจที่มันขัดข้องหมองใจ ความขัดข้องหมองใจ ความไม่พอใจอันนั้นมันดึงใจไปทั้งหมดเลย เรามีสติปัญญาต่อสู้กับมัน ต่อสู้กับมัน นี่ไง มีสติไง คนเราไม่มีสติไม่มีปัญญา ใครเป็นคนปฏิบัติ แล้วปฏิบัติแล้วถ้ามันสงบขึ้นมาใครเป็นเจ้าของความสงบนั้น ถ้ามันมีความสงบนั้น เห็นไหม ถึงมันจะไม่สงบลึก มันก็ปล่อยวางอารมณ์ความรุนแรงความฉุนเฉียวที่มันจะกระชากไป ให้เราไปกระทบกระทั่ง กระทบกับสิ่งภายนอก

ถ้ามันมีสติปัญญามันย้อนกลับมานี่ คำบริกรรมพุทโธๆ ที่มันพุทโธไวๆ ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธิ มันจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นมา มีขันติ ความคิดจะรุนแรงขนาดไหน เราจะยืนอยู่ที่นี่ เราจะเดินจงกรมที่นี่ เราจะนั่งอยู่ที่นี่ ความคิดมันจะไปรอบโลกกี่ร้อยรอบ ให้มันไป แต่ตัวเราไม่ไป พอตัวเราไม่ไปเรามีสติปัญญาไล่เรียงความคิดไง มันไปเพราะเหตุใด มันไปทำไม แต่ถ้ามันคิดแล้ว ถ้าเรามีสติปัญญา เราคิดสิ่งใดเราก็จะทำตามนั้น เพราะความคิดถึงมีการกระทำ มโนกรรม กายกรรม วจีกรรม เพราะมโนกรรมมันทำให้เราคิด มันทำให้เราทุกข์ยากไป เราก็ต้องตามมันไป

แต่ถ้าเรามีสติปัญญา เห็นไหม เราไม่ไป เรานั่งอยู่นี่ ความคิดไป เอ้า เอ็งไป ข้าไม่ไป พอข้าไม่ไป แล้วมีปัญญาไล่เข้ามา คิดอะไร คิดทำไม คิดเหตุใด นี่ปัญญาอบรมสมาธิ ถ้ามันเป็นสมาธิเข้ามา จิตมันสงบระงับเข้ามา เห็นไหม นี่มันธรรมตีแตก ตีสิ่งที่กิเลสหยาบๆ สิ่งที่มันทำให้ปุถุชนคนหนา เพราะคนหนาถึงควบคุมตัวเองไม่ได้

แต่ถ้ามันปล่อยวางสิ่งนี้เข้ามาๆ เห็นไหม กัลยาณปุถุชน พอกัลยาณปุถุชนมีสติ มีสมาธิ มีปัญญา มันเข้าสมาธิก็เข้าสมาธิได้ง่าย เข้าสมาธิด้วยปัญญา ปัญญาอย่างนี้ปัญญาควบคุม ปัญญารักษาใจของเรา ปัญญารอบรู้ในกองสังขาร ปัญญารอบรู้ในความคิดความปรุงความแต่ง ถ้ามีปัญญานี่ไล่ต้อนเข้ามา นี่ธรรมตีแตกๆ ตีความที่มันครอบงำใจ ตีที่มันควบคุมหัวใจเรา ตีมัน ตีให้แตก พอตีมันแตก เห็นไหม ดูสิ นี่เวลาฝีแตกมันมีความเจ็บของมัน แต่มันหายปวดนะ หายจากความเจ็บปวด เวลาฝีแตกมันก็เจ็บของมัน แต่เจ็บเพื่อหายเจ็บ

เวลามีสติปัญญา ธรรมมันจะตีกิเลสให้แตก เราต้องมีการกระทำที่ว่ามันทุกข์ๆ นี่ ทุกข์! ทุกข์ด้วยความพอใจไง เพราะเราพอใจจะทุกข์ เราพอใจว่าสิ่งที่เรากระทำอยู่นี้มันเป็นความเพียร ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ มันว่ามีการกระทำของมัน ถ้าจะทุกข์ก็ทุกข์เพื่อจะพ้นจากทุกข์ พ้นทุกข์เพื่อจะพ้นจากทุกข์ โลกเขาจะมีความสุขความเพลิดเพลินกันยังไง นั่นมันเรื่องของเขา

ในสโมสรสันนิบาต ทุกดวงใจว้าเหว่ เห็นไหม เขาจะมีความสุขความทุกข์นี่มันเป็นเรื่องโลกๆ นี่ทุกดวงใจว้าเหว่ๆ เราเป็นคนที่มีศักยภาพ เพราะเรารู้ว่าทุกดวงใจว้าเหว่ ทุกดวงใจมันมีกิเลส เราก็มีใจของเราเหมือนกัน เราก็จะมีบริหารจัดการใจของเรา เราถึงมายอมทำความเพียร ยอมทำความจริงของเรา เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ พบพุทธศาสนา เรามีศักยภาพขึ้นมา เราจะปฏิบัติของเราเพื่อจะให้พ้นจากทุกข์ขึ้นมา นี่หนามหยอกเอาหนามบ่ง ในเมื่อกิเลสตัณหาทะยานอยากในหัวใจของเรามันยึดมั่นถือมั่นขนาดนี้ มันมีความนอนจมในหัวใจขนาดนี้ เราถึงต้องมีสติปัญญาเข้าไปต่อกรกับมัน

แล้วสติปัญญา เห็นไหม สติปัญญามาจากไหน ดูสิ การศึกษานี่สมมุติบัญญัติ บัญญัติที่เราศึกษามา เราเป็นพระนี่เราศึกษาบัญญัติมา ศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา เราเข้าใจของเราอยู่แล้ว แต่มันก็เอาใจของเราไว้ไม่อยู่ เอาหัวใจเราไม่ได้ แต่เราพอมีสติมีปัญญาขึ้นมาเป็นจริง ถ้าเราทำใจเราสงบเข้ามาได้ด้วยความเป็นจริง เรามีแล้ว เรามีสติ แล้วสติ เห็นไหม พอปฏิบัติขึ้นไปมันจะเป็นมหาสติ หรือเป็นสติอัตโนมัติ สติที่มันเกิดขึ้นลึกซึ้งขึ้นไปมันเป็นอย่างไร เราฟังครูบาอาจารย์พูดอยู่ เราก็สงสัยๆ ทั้งนั้น เพราะเรายังไม่สัมผัสเราก็ยังสงสัยอยู่ แต่ถ้าครูบาอาจารย์ท่านทำของท่านมาอย่างนั้น ท่านทำความจริงของท่านมา มันเป็นความจริงๆ

นี่ไง ถ้าธรรมมันตีแตกหมดแล้ว ตีกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจสิ้นสุดไปแล้ว มันเห็นช่องเห็นทาง เห็นการกระทำ แล้วมันสังเวชไง มันสังเวชว่าเวลาปฏิบัติขึ้นมาทุกคนว่าปฏิบัติธรรมแล้ว ธรรมะเราปฏิบัติแล้วควรจะได้ความดีงามๆ มา แต่ปฏิบัติไปแล้วมันติดขัดกันไปหมดเลย ติดขัดเพราะอะไร เพราะมารมันเป็นครอบครัวเลย นี่ปู่มาร พ่อมาร ลูกมาร หลานมาร มันเป็นชั้นเป็นตอน มันเป็นครอบครัว ดูแลครอบงำเราหมดเลย แล้วเราจะเอาอะไรไปสู้มัน

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมาแล้วมันทอดอาลัยว่า เราลำบากลำบนขนาดนี้ นี่ลำบากลำบน ท่านไปเผชิญกับเจ้าลัทธิต่างๆ มา ๖ ปี ลำบากลำบนมาขนาดนี้ โลกที่เขาปฏิบัติกันลำบากลำบนขนาดนี้ เวลาท่านเข้ามาในสัจจะความจริงของท่าน มันละเอียดลึกซึ้งจนโลกเขาคาดการณ์กันไม่ได้ แต่ก็ทำได้ ทำได้เพราะท่านตรัสรู้ธรรมเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา แต่เวลาสอนมันทอดธุระเลยว่าเขาจะรู้ได้ยังไง เขาจะรู้ได้ยังไง

นั้นคือพุทธวิสัยนะ แล้วเราปฏิบัติขึ้นมาเราก็มาเชื่อมั่นในธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหมือนกัน แล้วจะเอาปัญญาอย่างที่เราคิด เอาปัญญาอย่างที่เราทำ เอาปัญญาอย่างโลกที่เขาเข้าใจ แล้วเอาปัญญาจากการศึกษา เวลาศึกษาธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็เอามาวิเคราะห์วิจัยกัน แล้วว่าสิ่งนั้นเป็นธรรม เป็นธรรมอะไร มันเป็นเรื่องโลกๆ มันเป็นทฤษฎี มันเป็นความจำ มันเป็นการวิเคราะห์วิจัย มันไม่เกิดสติมันเป็นอย่างไรล่ะ เอาสติมาตีแผ่ สติมันเป็นอย่างไร แล้วว่าเกิดปัญญาๆ ปัญญาก็ แหม เขียนหนังสือกันมาคนละห้าร้อยหกร้อยเล่ม นั่นมันปัญญาอะไร ปัญญาเขาเขียนหนังสือเอาไว้ขาย ปัญญาเขียนหนังสือเอาไว้ให้เขารู้จัก อยากให้เขารู้จักนับหน้าถือตา

แต่ถ้ามันเป็นความจริงล่ะ เป็นความจริง เวลาเป็นความจริงธรรมะเวลาออกมาจากใจมันเป็นความจริงอยู่แล้ว ถ้าเป็นความจริงอยู่แล้วเขาไปแกะออกมาเป็นหนังสือ อันนั้นก็เป็นประโยชน์กับคนปฏิบัติ มันเป็นแง่ในเชิงปฏิบัติ ในเชิงปฏิบัติเพราะมันมีแง่มุมของมันในการกระทำ เพราะคนกระทำมันต้องมีวิธีการของมันสิ ถ้าคนทำอย่างไรขึ้นมา เห็นไหม นี่วิทยานิพนธ์

หลวงปู่มั่นท่านก็มีแนวทางความถนัดของท่าน หลวงปู่เสาร์ท่านก็มีแนวทางถนัดของท่าน ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นความจริงขึ้นมา ท่านมีแนวทางในการปฏิบัติของท่าน อันนี้มันเป็นคุณประโยชน์ มันเป็นคุณประโยชน์ว่ามันมีคุณธรรมจริงในหัวใจ ธรรมตีแตก ธรรมตีกิเลสในหัวใจแตกแล้วมันเป็นประโยชน์กับทุกๆ คน อันนี้มันเป็นความจริง แล้วความจริงมันเป็นอย่างไร ความจริงเป็นอย่างที่เราทำกันอยู่นี่ ความจริงมันเป็นสิ่งที่เราจะพิสูจน์กันอยู่นี่

สิ่งพิสูจน์ พิสูจน์นี้เป็นธรรมจักร ธรรมจักรมันเป็นสัจจะ มันไม่ใช่อริยสัจ ถ้าสัจจะมันเกิดขึ้นมันเกิดขึ้นตามความจริง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อยู่โคนต้นโพธิ์ เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมา เรามีอำนาจวาสนาเพราะเรามีความเชื่อ เราถึงได้มาบวชเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส บวชเป็นพุทธชิโนรสแล้วเราจะบวชใจของเรา ถ้าเราไม่ได้บวชใจของเราด้วยอริยสัจ ด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ด้วยมรรคขึ้นมา เราจะมีอะไรเป็นแก่นสาร

ถ้าเราไม่มีแก่นสาร เห็นไหม ดูสิ เวลากิเลสมันเบาบางลง เราก็มีหลักมีเกณฑ์ของเรา ถ้าวันไหนกิเลสมันเข้มแข็งขึ้นมานะ มันเหยียบย่ำหัวใจ มันทุกข์ยากขนาดไหน ถ้ามันทุกข์ยาก แล้วใครจะช่วยเหลือใครล่ะ

ในปัจจุบันนี้เรามีร่างกายแข็งแรงอยู่ เรามีการกระทำอยู่ เราต้องมีสติปัญญาของเราเพื่อโน้มเข้ามาในใจเรา สร้างมันขึ้นมาให้ได้ ศีล สมาธิ ปัญญา ต้องสร้างขึ้นมา สร้างขึ้นมาโดยสัจจะความจริง ไม่ได้สร้างขึ้นมาแบบทางวิเคราะห์วิจัยของเขา ถ้าสร้างขึ้นมาด้วยการเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนาไง มันไม่มีใครตบแต่งให้ มันไม่มีใครมาควบคุมดูแลให้ มันเป็นสติขึ้นมาจริงๆ มันเป็นสมาธิขึ้นมาจริงๆ แล้วมันเป็นปัญญาขึ้นมาจริงๆ แล้วมันก็คายกิเลสนี้จริงๆ ด้วย

เวลามันตีกิเลสนะ เวลาสมาธิมันดีๆ นี่ เห็นไหม ดูสิ คนที่เขาเห็นกาย เวลาสมาธิดีๆ นี่มันใสไปหมด มันใส มันมีกำลังไปหมดเลย เห็นไหม มันไม่ลงไปสู่มัชฌิมาปฏิปทา ถ้ามันไม่มัชฌิมาปฏิปทา กำลังที่มันพิจารณาเข้าไปมันเป็นไตรลักษณ์ มันขยายส่วนของมันออกไป ดูสิ ให้มันพุมันพอง ให้มันเป็นน้ำหลงน้ำเหลือง ให้มันแสดงให้ดูอย่างไรก็แล้วแต่ มันเป็นไปหมดเลย มันมีกำลังของมัน มันมหัศจรรย์มาก ดูสิ แล้วมันเป็นจากไหนล่ะ มันเป็นทางโลก ทางโลกเขาก็ทำสารคดีกัน มันจะเป็นอย่างนั้น ดูสิ ด้วยความปรารถนาดี เห็นไหม ไปถ่ายซากศพกันมา มีรูปภาพแขวนเต็มไปหมดเลย ไอ้นี่เป็นอสุภะ มันเป็นกระดาษ มันเป็นอสุภะตรงไหน

โลกเขามีความปรารถนาดี แต่ความปรารถนาดีมันเป็นความจริงไหมล่ะ แต่เวลามันเกิดขึ้นมาจากใจ นี่มันเป็นอสุภะที่ไหน มันเห็นกายของมันอย่างไร ถ้ามันเห็นกายขึ้นมา จิตดวงนั้นจะเป็นอริยบุคคล จิตดวงนั้นมันจะเกิดอริยทรัพย์ จิตดวงนั้นมันจะเป็นความจริงของมัน มันเป็นความจริงเพราะอะไร ใครกินคนนั้นก็รู้รสใช่ไหม ใครกินเผ็ด กินเปรี้ยว กินเค็ม มันก็รู้รสของมัน แล้วถ้าใครอิ่มท้องมันก็รู้รสของมัน แต่ถ้าไม่เคยกิน ได้แต่ฟังเขาว่า ฟังเขาว่า ด้วยความปรารถนาดีนะ ถ่ายภาพซากศพกัน ถ่ายภาพความเน่าเปื่อยกัน นี่ถ่ายกันไป

เวลาเราไปเห็นอุบัติเหตุ ดูสิ เวลาเขาล้างป่าช้ากัน เขาไปเห็นซากเห็นศพกัน เขาชื่นใจนะ เขารูดเนื้อเน่าๆ ออก เอากระดูกไปขัดทำความสะอาด เขาเอาไปเผากัน เพื่ออะไร ก็เพื่อบุญกุศล เห็นไหม เก็บล้างป่าช้าเขาทำบุญกุศลกัน เป็นอสุภะไหม เป็นบุญไหม เป็น แต่เป็นอสุภะไหม นี่เขาชื่นชม เขามีความสุข เขามีความปลื้มความปรารถนา นั่นไง เขาเห็นภาพของเขาอย่างนั้น นี่เรื่องโลกๆ ไง ด้วยความเข้าใจของโลกไง แต่ถ้าเวลามันเห็นกาย มันเห็นอย่างนั้นไหมล่ะ

ครูบาอาจารย์เราก็ไปเที่ยวป่าช้าเหมือนกัน ไปเที่ยวป่าช้าเพื่ออะไร เพื่อให้จิตใจมันกลัว จิตใจมันไม่คิดนอกเรื่อง เวลาเราอยู่วัดอยู่วาเรามีข้อวัตร จิตใจเราอยู่กับข้อวัตร เวลาเราไปอยู่ป่าอยู่เขา เวลาสภาพแวดล้อมมันบีบคั้นเข้ามามันก็กลับเข้ามาที่พุทโธ นี่เราก็ไปเที่ยวป่าช้าเหมือนกัน เที่ยวป่าช้าเพื่อให้จิตสงบ แล้วถ้าป่าช้า ดูสิ เวลาจิตสงบแล้วไปดูซากศพนี่กายนอก ไปดูซากศพแล้วหลับตา ซากศพนั้นภาพนั้นติดในตาไหม ถ้าพิจารณาอุคคหนิมิต ถ้าเราเดินไปกลับมันชักช้านัก เราก็เอามาไว้ข้างๆ ที่อยู่อาศัย แต่อย่าเอามือไปจับนะ เดี๋ยวมันคุ้นชิน คุ้นชินแล้วมันจะบอกไม่เห็นมีอะไรเลย ให้เอาอะไรคีบมันมา แล้ววางไว้ แล้วเราเพ่งสิ่งนั้น ถ้าจิตสงบเพ่งสิ่งนั้นให้เห็นภาพ นี่ไง เวลาจิตสงบแล้วเห็นกายๆ ถ้ามันไม่เห็น เขาให้ไปเที่ยวป่าช้า ไปดูกายนอก ไปดูสิ่งนั้นมานี่ ไปดูกายนอกเพื่อให้จิตมันดูจิตมันเห็น ถ้าจิตมันดูมันเห็น ถ้ามันเห็นหลับตาแล้วมันเห็นภาพนั้นไหม หลับตาแล้วภาพนั้นชัดไหม อุคคหนิมิต เห็นกาย แล้วแยกวิภาคะขยายส่วน มันเป็นไตรลักษณ์ รู้ไหม เป็นจริงไหม

นี่มันเป็นจริงมันเป็นที่จิต มันเป็นจริงเป็นจริงที่จิต เป็นจริงที่หัวใจ หัวใจมันรู้มันเห็น แต่นี่มีความปรารถนานะ พิมพ์ภาพอสุภะนะ โอ้โห แขวนกันเต็มไปหมดเลย ถ้าอย่างนั้นถ้ามันเห็นจริง แท่นพิมพ์มันก็เป็นพระอรหันต์แล้ว เพราะแท่นพิมพ์มันพิมพ์ให้ แต่ถ้าเวลามันเป็นจริงใจมันต้องรู้ต้องเห็น ใจต้องเป็นไป ใจถ้ามันเป็นขึ้นมามันจะเป็นประโยชน์ของมันขึ้นมา

ถ้าเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม แล้วพิจารณาเข้าไป กายนอก กายใน กายในกาย นี่อสุภะมันจะเกิดที่นั่น กามราคะเกิดที่นั่น ถ้าเห็นถึงที่สุดเวลามันสิ้นกิเลสไป จบสิ้นเลย ถ้าจบสิ้น เห็นไหม นี่ธรรมตีแตกหมดนะ เวลาฝีแตกมันต้องมีอาการเจ็บมีอาการปวดของมัน แต่มันก็หาย โรคภัยนั้นมันจะหายไป เวลากิเลสพญามารมันครอบงำหัวใจ เห็นไหม มันครอบงำหัวใจ ถ้ามันไม่ครอบงำเราจะไม่เวียนตายเวียนเกิดหรอก สิ่งที่เวียนตายเวียนเกิด นี่ปู่ของมัน จิตผ่องใส แต่ไม่รู้ตัวมัน ว่าความผ่องใส ว่างเปล่า นี่มันเวียนตายเวียนเกิด นั่นล่ะคือตัวอวิชชา มันไม่รู้จักตัวของมัน

สิ่งที่เวียนตายเวียนเกิด เห็นไหม เวลากิเลสมันพาเวียนตายเวียนเกิด ถ้าเรามีสติมีปัญญา มันพัฒนาเข้ามา มันมีสติมีปัญญาเข้ามา มันทำลายเข้ามา ทำลายเป็นชั้นเป็นตอนเข้ามา ถึงที่สุด นี่ธรรมะ ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาตรัสรู้ธรรมขึ้นมา จะสอนใครได้หนอ นี่มันลึกซึ้ง มันละเอียดลึกซึ้งจนเข้าใจทางโลกได้ยากมาก แต่ถ้ามันเป็นสัญญา เป็นการจำมาวิเคราะห์วิจัย พูดกันปากเปียกปากแฉะ

ปากเปียกปากแฉะแต่ความเห็นผิดนะ คนที่เขาเป็น คนที่เขารู้ เขาฟังเขาก็รู้แล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่เป็นไปได้ เราเอาความจริงกัน เราจะเอาความจริง เราเกิดมาจริงๆ นะ เราเป็นมนุษย์จริงๆ นะ แล้วเราก็ทุกข์จริงๆ ด้วย เราปฏิบัติธรรมเราก็ต้องเอาสมาธิจริงๆ เอาสติ เอาสมาธิ เอาปัญญาจริงๆ ถ้าเป็นจริงมันก็เป็นมรรคโค ทางอันเอก มัคคะอริยสัจจัง ถ้ามัคคะอริยสัจจัง ความเพียรชอบ มันก็จะเกิดผลชอบ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมามันก็จะเกิดผลชอบ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมาตรัสรู้เองโดยชอบ ความชอบธรรม ถ้าความชอบธรรมนะ ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ มันอยู่กับใจของเราตลอดไป เป็นอกุปปธรรม อฐานะที่มันจะเปลี่ยนแปลงมันจะแปรสภาพไป นี่ธรรมตีแตก ธรรมตีแตกหมดนะ

แต่ถ้าเป็นกิเลส กิเลสมันตีนะ เราจะทุกข์จะยากอยู่ในอำนาจของมัน เราต้องประพฤติปฏิบัติธรรม ปฏิบัติเข้ามาให้เกิดศีล สมาธิ ปัญญา เข้ามาตามความเป็นจริง ตีกิเลสให้แตกไปจากหัวใจของเรา จะเป็นสมบัติของเรา เอวัง